จักรพรรดินีนาม เฟือง: เจ้าหญิงองค์สุดท้าย…ของเวียดนาม
#ประวัติศาสตร์จากประเทศเพื่อนบ้าน ขอนำเสนอ เจ้าหญิงองค์สุดท้าย...ของเวียดนาม (จักรพรรดินีนาม เฟือง) ภาพประกอบ: ทรงฉายในพระราชพิธีอภิเษกสมรส ปี 2477 โดย: Nguyen Dynasty photographer --------------- ประวัติ จักรพรรดินีนาม เฟือง พระนามาภิไธยเดิม เหงียน หืว ถิ ลาน ศาสนนาม มารี-เตแรซ เป็นพระอัครมเหสีในจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายของเวียดนาม เป็นจักรพรรดินีพระองค์ที่สองและพระองค์สุดท้ายของราชวงศ์เหงียน จักรพรรดินีนาม เฟือง มีพระนามาภิไธยเดิมว่า มารี-เตแรซ เหงียน หืว ถิ ลาน เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2457 ณ เมืองก่อกง อันเป็นเมืองแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ขึ้นกับโคชินไชนา หนึ่งในสามดินแดนอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส อภิษกสมรส วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2477 ข่าวการหมั้นของเหงียน หืว ถิ ลาน กับพระเจ้าบ๋าว ดั่ย กษัตริย์แห่งอันนัม ได้เผยแพร่ออกไป พระเจ้าบ๋าว ดั่ย ได้กล่าวว่า "พระราชินีในอนาคตได้รับการเลี้ยงดูเหมือนเราในฝรั่งเศส เป็นการรวมระหว่างบุคลิกของนางคือ ความสง่าแห่งตะวันตกและเสน่ห์แห่งตะวันออก เราได้มีโอกาสพบนาง เชื่อว่านางเป็นผู้ที่ควรสรรเสริญเพื่อเป็นมิตรที่ดีของเราและผู้เท่าเทียมกับเรา เราแน่ใจในจริยวัตรและแบบอย่างที่ดี เราควรยกย่องนางเป็น [...]
วิเคราะห์แหล่งทุนวิจัย
วิเคราะห์แหล่งทุนวิจัย โดย ดร.พระมหาเกียงศักดิ์ อินทปัญโญ วัดสุทธิวราราม กรุงเทพ การเขียนข้อเสนอโครงกาวิจัยเพื่อขอรับทุนวิจัยจากหน่วยให้ทุนวิจัยต่างๆ ผู้วิจัยจำเป็นต้องวิเคราะห์ ลักษณะผู้ให้ทุน กรอบการวิจัยที่ผู้ให้ทุนประกาศรับ และสำรวจความเชี่ยวชาญของผู้วิจัยที่จะสอดคล้องกับ กรอบวิจัยที่แหล่งทุนวิจัยนั้นต้องการ วันนี้ขอนำเสนอ PMU หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) แหล่งทุนนี้ เน้นการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกันคิด วางแผน กำหนด ลงมือดำเนินการและการวัดผลในกิจกรรมเพื่อการ พัฒนาอย่างมีกลยุทธ์ด้านการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ แพลตฟอร์มที่น่าสนใจ คือแพลตฟอร์มที่ 3 ซึ่งเป็นการวิจัยและ นวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในโปรแกรมที่ 10 ยกระดับความสามารถการแข่งขันและ วางรากฐานทางเศรษฐกิจ จากการสำรวจกรอบประเด็นวิจัยที่ บพข ประกาศกรอบนโยบาย ซึ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกรอบวิจัยที่นักวิจัยของ มจร. พอจะนำมากำหนดเป็นประเด็นเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย เพื่อเบียดตัวเองให้ได้รับทุนวิจัยจาก PMU นี้ มีประเด็นน่าสนใจดังนี้ กรอบวิจัยที่ 5. การท่องเที่ยวและ เศรษฐกิจสร้างสรรค์: การพัฒนาแหล่ง ท่องเที่ยวและ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ ฐานราก 5.1 พัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสินค้าสร้างสรรค์หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อพัฒนา สินค้าสร้างสรรค 5.2 พัฒนารูปแบบธุรกิจ เช่น Creative Startups และ Social Enterprise 5.3 พัฒนาการท่องเที่ยวท้องถิ่น การท่องเที่ยวเมืองรอง และย่านสร้างสรรค์ 5.4 การศึกษาด้านการตลาด [...]
การแต่งกายของชาวตะเลงในพม่าและสยาม
ชาวตะเลงในพม่า แต่งกายคล้ายคลึงชาวพม่า แตกต่างกันน้อยมาก ผู้ชายนุ่งผ้าหน้าแคบ ยาวประมาณ ๘ หลา ไม่ตัดเข้าทรง เวลานุ่งรวบชายผ้าไว้ข้างหน้าพับสามทบ ทิ้งชายผ้ายาว หรือบางครั้งเอาพาดบ่า สำหรับคนแก่ จะเอาชายผ้าพันคอกันหนาวตอนเช้าเหมือนผ้าพันคอหรือผ้าคลุมไหล่ ผ้าฝ้ายใช้นุ่งประจำวัน ส่วนผ้าไหมใช้นุ่งในโอกาสพิเศษ ร่างท่อนบนสวมเสื้อตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายสีขาว หรือสีเข้ม เข้ารูปพอดีตัว ใช้ผ้าไหมสีสดโพกศีรษะ ผู้หญิงนุ่งผ้าลักษณะเดียวกับผู้ชาย แต่ลวดลายและความยาวต่างกัน สวมเสื้อสีขาวหรือสีต่างๆ ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม ในโอกาสพิเศษคล้องหรือห่มผ้าไหมสีสด หญิงสูงอายุบางคนนุ่งผ้าถุงหน้าแคบมาก เป็นผ้าไหมผืนสี่เหลี่ยมเพลาะติดกัน ๒ ผืน เวลาเดินเผยเห็นขา ทั้งชายและหญิงสวมรองเท้าแตะเหมือนกัน ชายชาวตะเลงในสยามแต่งกายคล้ายคลึงชาวสยาม นุ่งผ้านุ่งโจง แต่นิยมสวมเสื้อแบบพม่า ภายหลังนิยมสวมเสื้อแบบตะวันตกตามความนิยมของสยาม อีกทั้งสวมหมวกด้วย ชาวตะเลงในสยามไม่โพกศีรษะ ด้วยตัดผมสั้น การไว้ผมแบบดั้งเดิมของชาวตะเลงอาจสืบค้นได้ยาก นักประวัติศาสตร์ชาวตะเลงบอกว่า เมื่อพระเจ้าตะบินชเวที ขึ้นครองบัลลังก์เมืองพะโคได้ ๔ ปี ก็ตัดผมตามอย่างธรรมเนียมมอญ มีคนบอกว่าไม่ตัดผมสั้นเหมือนชาวตะวันตกหรือสยาม แต่เป็นทรงเหมือนชามคว่ำบนศีรษะ เล็มปลายผมให้เรียบเสมอกัน หญิงชาวมอญในสยามไว้ผมยาวเกล้ามวยบริเวณท้ายทอย แตกต่างจากทรงผมชาวพม่า เพราะชาวพม่าเกล้าผมกลางศีรษะ และนุ่งผ้าแตกต่างจากชาวพม่า หญิงชาวสยามหาบไม้คานส่วนหญิงชาวพม่าเทินสัมภาระบนศีรษะ หญิงชาวมอญสวมเสื้อแขนยาวสีขาว ในโอกาสพิเศษ และสวมเสื้อสีเข้มในชีวิตประจำวัน ชาวตะเลงในสยามไม่สักหมึก ขณะชาวตะเลงในพม่าสักหมึกกันทั่วไป มีหลักฐานชัดเจน บันทึกนักเดินทางในสมัยโบราณระบุว่า รอยสักเป็นสิ่งแยกแยะชาวพม่าออกจากชาวตะเลง ในสยามมีคนสักหมึกน้อย ส่วนใหญ่อาจารย์สักหมึกชาวพม่าผู้เดินทางท่องเที่ยวมาเป็นคนสักให้ ฯลฯ สุทธิศักดิ์ ถอดความ ภาพ Mameet ชาวตะเลงธิดาเจ้าเมืองเเปร ('A Series of [...]
ฉากถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า : จิตรกรรมฝาผนัง วัดไทรอารีรักษ์
ฉากถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า : จิตรกรรมฝาผนัง วัดไทรอารีรักษ์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี วันนี้นับเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวพุทธ ที่มีหลายๆท่านได้โพส ข้อความต่างๆ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันอัฏฐมีบูชา คือวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลังเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 8 วัน) ถือตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือนวิสาขะ (เดือน 6 ของไทย) ด้วยความสำคัญของวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้านี้เองจึงเป็นตอนสำคัญที่มักปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังในวัดหลายๆ แห่ง เช่นที่วัดไทรอารีรักษ์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงฉากสำคัญ เช่น ขบวนแห่พระบรมศพ ของพระพุทธเจ้า และฉากถวายพระเพลิงพระบรมศพ นอกจากนั้นยังแสดงภาพมโหรสพ สมโภชเอิกเกริก เช่น การแสดงหนังใหญ่จากวัดขนอน วงปี่พาทย์มอญ หุ่นละครเล็ก โรงหุ่น ภาพจิตรกรรมดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงคติความเชื่อที่ชาวมอญมีความยึดมั่นในพระพุทธศาสนาและยังเชื่อมโยงไปสู่ประเพณีการจัดงานศพพระสงฆ์ ที่ชาวมอญให้ความสำคัญและสืบทอดมาจนทุกวันนี้... แอดมิน :เม้ยกวาญฮะกอ ที่มาภาพ : www.voicetv.co.th ,th.readme.me
เสาหงส์ในประเทศพม่า (มัณฑะเลย์ – พุกาม)
"เสาหงส์ในประเทศพม่า (มัณฑะเลย์ - พุกาม)" ชาวมอญอาศัยอยู่หนาแน่นในเมืองต่างๆ ของประเทศพม่าตอนกลาง - ตอนใต้ เช่น ย่างกุ้ง พะโค เมาะละแหม่ง เร (เย) ฯลฯ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้พบกับวัดมอญ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องพบเสาหงส์ภายในวัดมอญอันเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของชุมชนมอญ ทว่าจากการเดินทางผ่านบริเวณที่เคยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองในอดีตของชาวพม่าซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ เช่น มัณฑะเลย์ สะกาย พุกาม อมรปุระ กลับพบว่ามีวัดมอญแทรกตัวอยู่ทั่วไป โดยสังเกตได้จากเสาหงส์ และสิ่งอื่นๆ เช่น รูปปั้น หรือ แผ่นจารึก ฯลฯ จากการสอบถามชาวบ้านในท้องถิ่น พบว่าวัดมอญเหล่านี้อยู่ในย่านที่มีชาวมอญอาศัยอยู่ในปัจจุบันหรือในอดีต หรือแม้แต่ในย่านที่ชาวบ้านเล่าว่าไม่เคยได้ยินเรื่องชุมชนมอญในท้องถิ่นที่ตัวเองอาศัยอยู่เลย แต่จากหลักฐานบันทึกทางประวัติศาสตร์ พบว่าชุมชนชาวมอญมีอยู่ทั่วไปในอาณาจักรพม่าในอดีต ทั้งที่เป็นเชลยสงคราม พ่อค้าวาณิช ช่างฝีมือรับจ้างหรือแม้แต่ผู้ติดตามพระสงฆ์องคเจ้ามาอาศัยอยู่ในอาณาจักรพม่ามาแต่โบราณ ปัจจุบันเชื้อสายชาวมอญผู้สร้างวัดวาอารามถวายไว้ในพระพุทธศาสนาอาจจะหลงเหลืออยู่แค่เรื่องเล่าขานอยู่ในกลุ่มอนุชนรุ่นหลังที่รับว่าตัวเองมีเชื้อสายมอญ หรืออาจจะสูญหายตายจากไปแล้ว หรือแม้แต่ไม่ยอมรับหรือไม่รู้จักรากเหง้าของตัวเอง ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร เสาหงส์ในวัดมอญก็ยังยืนตระหง่านบอกเล่าที่มาของตนอยู่อย่างภาคภูมิ เม้ยโดงทอ ภาพ : เสาหงส์ในวัดมอญเมืองมัณฑะเลย์ - สะกาย - พุกาม
เยี่ยมยามรีสอร์ทร่วมสมัย : ความเป็นไปของมอญกับการท่องเที่ยว
" เยี่ยมยามรีสอร์ทร่วมสมัย : ความเป็นไปของมอญกับการท่องเที่ยว" ในยุคที่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกำลังได้รับความสนใจ ชุมชนมอญหลายแห่งในประเทศไทยได้รับการผลักดันให้ก้าวลงสู่สนามธุรกิจทางด้านนี้ ประเพณี เทศกาลงานบุญ เครื่องแต่งกาย อาหาร การกินอยู่ ศิลปะหัตถกรรม ฯลฯ ต่างถูกนำมาใช้เพื่อสร้างสีสันให้กับผู้มาเยือน แอดมินได้มีโอกาสมาเยือนรีสอร์ทริมแม่น้ำแม่กลอง ใน ต.นครชุมน์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แล้วก็พบว่า "ความเป็นมอญ" ได้กลายมาเป็นสิ่งดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมยาม หากมีเวลาลองมาสัมผัสความเป็นมอญ แห่งลุ่มน้ำแม่กลอง พบปะพี่น้องชาวมอญในชุมชนใกล้เคียง แล้วตักตวงความประทับใจในช่วงวันหยุดกลับไปกับตัวคุณ แอดมินเม้ยโดงทอ สถานที่ : แอนทีค ริเวอร์ ไซด์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
หนังสือความรู้เกี่ยวกับมอญนนทบุรี และอื่นๆ โดย ดร.พิศาล บุญผูก
หนังสือความรู้เกี่ยวกับมอญนนทบุรี และอื่นๆ โดย ดร.พิศาล บุญผูก ในแวดวงวิชาการ และความรู้เกี่ยวกับมอญแล้ว อาจารย์ ดร.พิศาล บุญผูก นับว่าเป็นบุคคลสำคัญ ท่านหนึ่ง เพราะท่านได้เขียนตำรา หนังสือ และแปลคัมภีร์ภาษามอญ ไว้มากมายหลายเล่ม วันนี้แอดมินขอแนะนำ หนังสือที่จัดพิมพ์เผยแพร่ ไว้ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยต่างๆ และตามห้องสมุดประชาชน (หนังสือไม่มีจำหน่าย) ผู้ที่สนใจสามารถไปค้นคว้าในห้องสมุดใกล้บ้าน รายชื่อหนังสือ เช่น 1. เครื่องปั้นดินเผานนทบุรี 2. ปี่พาทย์มอญรำ 3. ภูมินามอำเภอปากเกร็ด 4. วัดในอำเภอปากเกร็ด 5. วัดในอำเภอไทรน้อย 6. ภูมินามอำเภอไทรน้อย 7.พระอาจารย์อะเฟาะ : เทพกวีศรีชาวมอญ แอดมิน : เม้ยกวาญฮะกอ
ล้านนาคำเมือง : ปฏิทินล้านนา
ล้านนาคำเมือง : ปฏิทินล้านนา 46SHARES Facebook ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 8 - 14 มิถุนายน 2561 คอลัมน์ ล้านนาคำเมือง ผู้เขียน ชมรมฮักตั๋วเมือง สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2561 อ่านเป็นภาษาล้านนาว่า “ปะติทินล้านนา” แปลว่า “ปฏิทินล้านนา” ความเป็นมาของความเชื่อและศรัทธาในสังคมล้านนามีวิวัฒนาการ ก่อนที่คนล้านนาจะหันมานับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด คนล้านนาเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ เชื่อเรื่องวิญญาณ นับถือผี บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าสามารถปกป้องคุ้มครองผู้คนในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุข เวลาคนล้านนาจะประกอบกิจกรรมใด จึงยึดถือในสิ่งที่เป็นสิริมงคล เชื่อในฤกษ์ยามเป็นหลัก วันไหนวันดี วันไหนไม่ดี วันไหน ยามใด ข้างขึ้นหรือแรม เดือนอะไร ทั้งหมดนี้เป็นสำเหนียกของคนล้านนาโบราณเสมอมา กระทั่งทุกวันนี้คนล้านนาแท้ๆ ก็ยังมีวัตรปฏิบัติคล้ายกับคนโบราณ แม้ว่าจะไม่เคร่งครัดเท่า คนล้านนาแท้ๆ มักจะรู้ว่าวันไหนเป็น “วันเสีย” วันนั้นๆ เป็นวันที่มี “กำลังวัน” ร้ายสูงสุด เป็นวันแรงทางลบ จึงเป็นวันที่ไม่เหมาะสำหรับกระทำการมงคลใดๆ ที่ท่องๆ กันเป็นอาขยานจนถึงทุกวันนี้ได้แก่ เกี๋ยง ห้า เก้า เสียอาทิตย์กับจันทร์ ยี่ หก สิบ เสียอังคารวันเดียว สาม เจ็ด สิบเอ็ด [...]
เปลมอญเมืองมอญ
เปลมอญเมืองมอญ __________________ เปลสำหรับเด็กน้อยหรือเด็กที่ยังแบเบาะของชาวมอญที่รัฐมอญนั้นจะแตกต่างจากที่ไทย เปลที่ไทยนั้นเวลาแกว่งเปล จะแกว่งไปมาซ้ายขวา หรือแกว่งโยกไปมาหน้าหลัง แต่เปลของชาวมอญที่รัฐมอญนั้นจะมีสปริงอยู่สามสี่อันผูกกับขื่อบ้าน แล้วเอาเปลผูกต่อกับสปริง เวลาแกว่งก็จะเป็นลักษณะตึงลงเพื่อให้เปลโยกขึ้นโยกลง เดี๋ยวนี้คุณแม่ชาวมอญยิ่งสะดวกสบายมากขึ้น เพราะมีเครื่องมอเตอร์นำเข้าจากมาเลเซียช่วยทำหน้าที่ดึงเปลขึ้นลงให้ ส่วนคุณแม่ลูกอ่อนก็มีเวลาพักผ่อนหรือไปทำภาระกิจอย่างอื่นได้อีกหลายชั่วโมง _________________ แอดมิน#สมิงนนทบุรีศรีรามัญ
พระบรมราชโองการของฮ่องเต้คังซี
"เราอ่านรายงานเกี่ยวกับความทุกข์ยากของราษฎรทุกค่ำคืน เพื่อจะได้รู้ว่าปีนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเป็นอย่างไร โจรขโมยมากน้อยแค่ไหน มีขุนนางคนไหนทุจริตหรือไม่ หากราษฎรยังใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เราก็ไม่อาจใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขได้ เหล่าขุนนางทุกกรมกอง ควรถือเอาความทุกข์ยากของราษฎรเป็นที่ตั้ง สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อราษฎรก็พึงกระทำ อีกทั้งพึงหมั่นสังเกตและรับฟังความต้องการของราษฎรทั้งปวง" (朕夙夜求治,念切民依。邇年水旱頻仍,盜賊未息,兼以貪吏朘削,民力益占,朕甚憫焉。部院科道諸臣,其以民間疾苦,作何裨益,各抒所見以聞。) พระบรมราชโองการของฮ่องเต้คังซี (康熙帝 ค.ศ.1654 - 1722 ครองราชย์ ค.ศ.1661 - 1722) มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยราชวงศ์ชิง (清朝) พระราชทานแก่ขุนนางทั้งหลาย เมื่อวันติงเหม่า(丁卯 เป็นระบบการกำหนดวันตามปฏิทินจีนโบราณ) เดือนหก รัชศกคังซีปีที่แปด (ค.ศ.1669) หลังจับกุมอ๋าวป้าย(鰲拜) และสมัครพรรคพวกเพียงหนึ่งเดือน ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 16 พรรษา ต่อมาฮ่องเต้พระองค์นี้ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งในสมัยราชวงศ์ชิงและในประวัติศาสตร์จีน พระบรมราชโองการนี้อ้างจากพงศาวดารราชวงศ์ชิง (清史稿) เล่มที่ 6 บทว่าด้วยพระราชประวัติฮ่องเต้เซิ่งจู่ เล่มที่ 1 (聖祖本紀一) ภาพประกอบ : พระบรมสาทิสลักษณ์(ภาพวาดเหมือน)ฮ่องเต้คังซี ขณะมีพระชนมายุราวๆ 16-20 พรรษา ทรงฉลองพระองค์ชุดมังกรของฮ่องเต้ราชวงศ์ชิง
การติดต่อสัมพันธ์กันครั้งแรกระหว่างสยามกับต้าชิง หรือจีนราชวงศ์ชิง
"สยาม ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของมณฑลยูนนาน ทางตะวันออกของพม่า ทางตะวันตกของเวียดนาม ทางใต้ของอ่าวป๋อไห่ รัชศกซุ่นจื้อปีที่ 9 (ค.ศ.1652 ตรงกับ พ.ศ.2195 ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา) เดือน 12 สยามส่งทูตมาขอจิ้มก้อง ราชสำนักพระราชทานตราประทับ(印)ใหม่ พร้อมทั้งพระราชสาส์นแต่งตั้งจากฮ่องเต้(敕) สร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน และยอมรับฐานะของสยาม ตั้งแต่นั้นสยามก็ส่งทูตมาจิ้มก้องสม่ำเสมอมิได้ขาด" (暹羅,在雲南之南,緬甸之東,越南之西,南瀕海灣。順治九年十二月,暹羅遣使請貢,並換給印、敕、勘合,允之。自是奉貢不絕。) ข้อมูลว่าด้วยการติดต่อสัมพันธ์กันครั้งแรกระหว่างสยามกับต้าชิง หรือจีนราชวงศ์ชิง จากพงศาวดารราชวงศ์ชิง (清史稿) เล่มที่ 528 บทว่าด้วยสยาม (暹羅) ภาพประกอบ : จักรพรรดิชิงซื่อจู่ (清世祖) หรือฮ่องเต้ซุ่นจื้อ (顺治皇帝 ค.ศ.1638 - 1661 ครองราชย์ ค.ศ.1643 - 1661) ฮ่องเต้รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์ชิง (清朝) (หากนับตั้งแต่ฮ่องเต้ไท่จู่ หรือนู่เอ่อฮาซื่อ แต่หากนับจากหวงไท่จี๋จะเป็นรัชกาลที่ 2) เป็นฮ่องเต้องค์แรกของราชวงศ์ชิงที่ได้เสด็จเข้าด่านจากแมนจูเรียมาประทับเป็นการถาวรที่พระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง และเป็นฮ่องเต้ต้าชิงพระองค์แรกที่มีสัมพันธไมตรีกับสยาม Worapong Keddit
“เมื่อจอหงวนแห่งอันนัมตะลุยกรุงปารีส”
เวียดนาม เป็นรัฐหนึ่งเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับอิทธิพลจากจีนทั้งในด้านการเมืองการปกครอง ปรัชญา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีเข้ามาใช้ในการปกครองรัฐอย่างเข้มข้น โดยหนึ่งกลไกสำคัญที่เวียดนามรับเข้ามาจากจีนเพื่อใช้ในการปกครองรัฐ นั่นคือ ระบบการสอบเข้ารับราชการ(科举) หรือการสอบจอหงวนนั่นเอง […]
Kuthodaw Pagoda
Each of the hundreds of marble tablets that surround Myanmar's Kuthodaw Pagoda make up a page of Buddhist teachings. Take a walking tour through the largest book in the world.
Paw Daw Mu Pagoda ผ่องว์ด่อว์มูเจดีย์เมืองมะริด
Paw Daw Mu Pagoda ผ่องว์ด่อว์มูเจดีย์เมืองมะริด กับตำนานเล่าขานของโพโพอาว ที่อธิฐานบูรณะเจดีย์ ในช่วงสงครามโลก ช่วงเย็นค่ำ ชาวบ้านเป็นจำนวนมากจะมานั่งสมาธิ สวดมนต์ที่เจดีย์นี้
ไทใหญ่ ที่ จังหวัดนครพนม
ไทใหญ่ ที่ จังหวัดนครพนม เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ ที่ในสมัยหนึ่ง คนในเขต อำเภอเมือง ของ จังหวัดนครพนม บอกตัวเองว่า เป็นคนไทใหญ่ เพราะคนทั้งหมู่บ้านตั้งแต่ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน ก็บอกว่าเขาอพยพเดินทางมาจากพม่า ลงมาตามแม่นำโขง ตั้งถิ่นฐานแถบเมืองลาว ระยะหนึ่งก่อนจะเข้ามาอยู่เมืองไทย ชาวบ้านในหมู่บ้านที่นครพนม เขาก็เชื่อว่าเขาคือคนไทใหญ่ เมื่อมาอ่านเวปไซค์ และ ประวัติศาสตร์ไทใหญ่ ทำให้เชื่อสนิทใจว่า พี่น้อง ใน บ้านฟึ่ง บ้านหนองบัว ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม ที่นับถือผีบรรพบุรุษ "เจ้าผ้าขาว" เป็นชาวไทใหญ่ จริง อยากให้พี่น้องชาวไทใหญ่ ไปสืบข่าวดูนะ การล่มสลายของอาณาจักกรน่านเจ้านั้น ทำให้ชนชาติไตต้องถอยร่นลงไปทางใต้ และ ทิศตะวันตกอีกครั้งหนึ่ง ประกอบด้วย หลายกลุ่ม กลุ่มไตอ่อน กลุ่มนี้อพยพลงไปทางตอนใต้ ได้สร้างเมืองพะยาว (พูกามยาว)ขึ้นก่อน หลังจากนั้นก็ได้สร้างอาณาจักรเงินยางเชียงแสน บางกลุ่มกระจายไปสร้างอาณาจักรโคตรบูรณ์ มีศูนย์กลางอยู่ที่ เมืองนครพนม อีกพวกหนึ่งได้สร้างเมืองหลวงสึ่งเคอไต หรือ กรุงสุโขทัย ขึ้น ในช่วงที่ขุนรามคำแหง สร้างอาณาจักรสึ่งเคอไต นี่เอง ไตพวกที่สร้างเมืองเชียงรายคือพ่อขุนเมงราย กับพ่อขุนงำเมือง ได้เชิญพ่อขุนรามคำแหง มาร่วมหาทำเลสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมา จนกลายมาเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา ในเวลาต่อมา
เยาวชนมอญร้อง ดอว์ซูจี ยกเลิกใช้คำนำหน้าภาษาพม่านำชื่อชาวมอญ อ้างเพื่อให้เกียรติคนชาติพันธุ์
ระหว่างที่นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐได้เดินทางไปเยือนรัฐมอญ เพื่อพูดคุยหัวข้อประเด็นการเจรจาสันติภาพ ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับกลุ่มเยาวชนมอญและประชาชนชาวมอญที่มหาวิทยาลัยมะละแหม่ง รัฐมอญ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในโอกาสนี้ ทางกลุ่มเยาวชนมอญได้ร้องขอให้นางอองซาน ซูจี พิจารณายกเลิกนำภาษาพม่า เช่น อู และ ดอว์ เป็นต้น ซึ่งมีความหมายว่า อาหรือลุง และน้าหรือป้า นำหน้าชื่อภาษามอญในเอกสารที่ทางราชการออกให้ โดยเยาวชนอ้างเป็นความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่ไม่ได้รับการแก้ไข้มาเป็นเวลานาน เราต้องการที่จะให้ใช้คำว่า “Mi” นำหน้าชื่อเด็กผู้หญิงชาวมอญ และ”Mehm” ใช้แทนเด็กผู้ชาย นี่เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเรา เมื่อเราไปสำนักงานทะเบียนแห่งชาติ ก็เกิดความขัดแย้งเพราะเจ้าหน้าที่ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ มีหง่วยเล จากมูลนิธิ Cetana Development Foundation กล่าว โดย มีหง่วยเล ยังอธิบายเพิ่มเติมโดยยกตัวอย่างผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งอย่าง นางมี ลาวี ห่าน ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2015 ที่คณะกรรมการเลือกตั้งขอให้ผู้สมัครรายนี้ต้องใช้คำว่า “ดอว์” ในภาษาพม่า นำหน้าชื่อของเธอ ซึ่งเป็นชื่อภาษามอญ โดย มีหง่วยเล ได้ร้องขอให้นางอองซาน ซูจี ป้องกันอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก อย่างไรก็ตาม นางซูจีได้อธิบายแย้งว่า คนทั่วไปไม่ทราบเกี่ยวกับวัฒนธรรมมอญ โดยเชื่อว่า ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะโจมตีวัฒนธรรมมอญ “พวกเขาพูดตามที่พวกเขาเข้าใจ บางคนเรียกรัฐมนตรีกระทรวงฝ่ายชาติพันธุ์ว่า อูหน่ายเท็ตลิน นั่นเป็นวิธีแสดงออกถึงความเคารพ ไม่ได้ต้องการให้เขาอับอายแต่อย่างใด” นางซูจี ยังกล่าวว่า คนมอญสามารถบอกไม่ต้องใส่คำนำหน้าเป็นภาษาพม่าในการเขียนทั่วๆ ไปได้ แต่หากเป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ทางการกำหนดไว้ [...]
การตีกลองก้นยาวก้าลาย ในสมัยก่อน
การตีกลองก้นยาวก้าลาย ในสมัยก่อน จะใช้คนตี มอง (ฆ้อง)ยืนเรียงแถว ไม่เหมือนสมัยใหม่ ที่ใช้คานหาม แต่ของพี่น้องชาติพันธ์ปะโอยังคงใช้คนยืนเรียงแถวตีอยู่นะ แต่ของชาติพันธ์ไตเราหาดูยากแล้วละ นานๆจะเห็นสักครั้ง เป็นภาพที่เก่าแก่หาดูได้ยากสักหน่อยครับ แต่มีเสน่ห์จัง
Southern Tai. Commonly call as Tai Loung in Shan State in Myanmar and Tai Yai in Northern Thailand.
Southern Tai. Commonly call as Tai Loung in Shan State in Myanmar and Tai Yai in Northern Thailand.
เมืองลางเคอ รัฐฉาน ฤดูร้อนจะร้อนกว่าเมืองอื่นๆในรัฐฉาน
เมืองลางเคอ รัฐฉาน ฤดูร้อนจะร้อนกว่าเมืองอื่นๆในรัฐฉาน แต่ฤดูฝนวิวสวยๆก็มีมากมาย มนเสน่ห์ของเมืองนี้คือเป็นเมืองเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นถั่วเน่า งาดำ ยาเส้น ชากเก และอื่นๆอีกมากมาย สินค้าสมัยก่อนคนหนุ่มสาวจะแบกหามหรือใส่หลังม้ามาขายที่เมืองแม่ฮ่องสอนของไทย โดยการเดินทางแบบค้างคืนในป่า ต้องพกข้าวสาร อาหาร น้ำมาเอง โดยใช้เวลาเดินทางโดยเท้าประมาณ 3-4 วัน แต่ปัจจุบันจากแม่ฮ่องสอนไปลางเคอใช้เวลาเดินทาง 5-6 ชม.ก็ถึงแล้วโดยมีถนนลาดยางบางพื้นที่ในตะวันออกแม่น้ำสาละวิน แต่ฝั่งตะวันตกเป็นถนนลาดยางทั้งหมด
จังหวัดเชียงตุง ในรัฐฉานอดีดมีทางเข้าเมืองอยู่ 12 ประตูเมือง
จังหวัดเชียงตุง ในรัฐฉานอดีดมีทางเข้าเมืองอยู่ 12 ประตูเมืองได้แก่ 1. ประตูป่าแดง 2. ประตูเชียงลาน 3. ประตูง่ามฟ้า 4. ประตูหนองผา 5. ประตูแจ่งเมือง 6. ประตูยางคำ 7. ประตูหนองเหล็ก 8. ประตูน้ำบ่ออ้อย 9. ประตูยาง 10. ประตูไก่ให้ม่าน 11. ประตูผายั้ง 12. ประตูป่าม่าน ** แต่ในปัจจุบันเหลือเพียง 2 ประตูครับคือ ประตูป่าแดง และประตูหนองผา
Top 10 Southeast ASIAN Airline Group Ranked by Fleet Size (as of January 2018)
Lion Air overtook Garuda Indonesia (GA) and Singapore Airlines (SIA) in 2014 to gain the distinction of having Southeast Asia’s largest airline fleet. GA and SIA have since held the number two and three positions. . AirAsia is poised to overtake Garuda and Singapore Airlines in 2018 to become Southeast Asia’s second largest airline group by fleet size, after Lion. . Lion has just signed a deal to purchase 50 [...]
งานเทศกาลผ่องต่ออู
ครั้งหนึ่งในชีวิต!!! ร่วมงานเทศกาลผ่องต่ออู งานเทศกาลออกพรรษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพม่า ชมพิธีแห่พระบัวเข็มทางน้ำ และ การแข่งพายเรือด้วยเท้า ประสบการณ์ที่จะประทับใจไม่มีวันลืม
ตำนาน “เจดีย์วัดสามปลื้ม” เจดีย์โบราณกลางถนน!!
ตำนาน “เจดีย์วัดสามปลื้ม” เจดีย์โบราณกลางถนน!! “เจดีย์นักเลง” จ.พระนครศรีอยุธยา หรือ “เจดีย์วัดสามปลื้ม” เจดีย์ขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านบนเกาะ วงเวียนกลางถนน จนเป็นที่น่าแปลกประหลาดแก่คนต่างถิ่นว่าเหตุใด จึงมีเจดีย์มาตั้งอยู่ตรงนี้ เพราะซึ่งบริเวณนี้เคยเป็นวัด ชื่อว่า วัดสามปลื้ม มาก่อนในสมัยโบราณ ปัจจุบันเจดีย์วัดสามปลื้มเหลือเพียงองค์เจดีย์ตั้งอยู่ตามลำพัง ส่วนอื่นๆของวัดสามปลื้มถูกทำลายไปหมดแล้ว เจดีย์วัดสามปลื้มเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น กรมศิลปากรบูรณะเจดีย์องค์นี้ไว้ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และคงลักษณะสำคัญโดยรวมเอาไว้ เจดีย์นักเลงที่วัดสามปลื้ม ตั้งอยู่กลางวงเวียนทางเข้าเมืองด้านทิศตะวันออก ก่อนขึ้นสะพานปรีดี-ธำรง และสะพานนเรศวร ข้ามแม่น้ำป่าสักมุ่งสู่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันเจดีย์วัดสามปลื้มเหลือเพียงองค์เจดีย์ตั้งอยู่ตามลำพัง ส่วนอื่นๆของวัดสามปลื้มถูกทำลายไปหมดแล้ว ความสำคัญของเจดีย์วัดสามปลื้มนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าวัดสามปลื้มสร้างในสมัยใด ส่วนตัวเจดีย์ที่เห็นในปัจจุบันก็เหลือเพียงเจดีย์ทรงกลม ฐานแปดเหลี่ยม ก่ออิฐไม่สอปูน ซึ่งเป็นแบบเจดีย์สมัยอโยธยา คาดว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้นมีเรื่องเล่าต่อๆ กันว่าเจดีย์วัดสามปลื้มสร้างในสมัยพระนารายณ์มหาราช โดยมารดาของเจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษาปาน (ปาน) เป็นแม่นมของพระนารายณ์มหาราช เรียกกันว่าเจ้าแม่ดุสิต (บัว) ดีใจที่ลูกชายไปรบแล้วชนะศึกสงคราม ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง จึงสร้างเจดีย์วัดสามปลื้มขึ้น โดยเจดีย์วัดสามปลื้มเคยได้รับการบูรณะครั้งหนึ่ง สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อปี ๒๔๘๖ (โกษาธิบดีปาน) (โกษาธิบดีเหล็ก) ปัจจุบันตัววัดนั้นไม่มีให้เห็นแล้ว สิ่งที่ยืนยันได้ว่าอาณาบริเวณแถบนี้คือวัดคือ”เจดีย์วัดสามปลื้ม” เนื่องจากเมื่อความเจริญคืบคลานเข้ามา มีการสร้างถนนเข้ามาในพระนครศรีอยุธยา จึงได้ตัดผ่าเข้ามากลางพื้นที่ของวัดโบราณ ไม่ว่าจะเป็นวัดแม่นางปลื้ม วัดแม่ย่า ฯลฯ ล้วนถูกทำลายซากโบราณสถานต่างๆ ย่อยยับ มีเรื่องเล่าว่าเมื่อมีการตัดถนนผ่านตัวเมืองแรกๆ มีความต้องการตัดผ่านตัวเจดีย์จึงจำเป็นต้องรื้อถอนเจดีย์นี้ออก และสร้างถนนทับ แต่ว่าได้มีกลุ่มนักเลงไม่ยอม มีการคัดค้านการรื้อถอนของเจดีย์นี้ สุดท้ายการก่อสร้างจึงจำเป็นต้องตัดถนนอ้อมตัวเจดีย์ [...]
พระพุทธศาสนาในประทศกัมพูชา
พระพุทธศาสนาในประทศกัมพูชา กัมพูชาเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกฉียงใต้ที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีการดำรงชีวิตที่คล้ายกับชาวไทย พระพุทธศาสนาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ชาวกัมพูชานับถือเป็นศาสนาประจำชาติ ปัจจุบันศาสนาพุทธในประเทศกัมพูชามี 2 นิกาย คือ มหานิกายและธรรมยุติกนิกายซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุขปกครองสงฆ์ของแต่ละนิกาย ได้แก่ สมเด็จพระอัคคมหาสังฆราชาธิบดี เทพวงศ์แห่งมหานิกาย และสมเด็จพระอภิสิริสุคนธามหาสังฆราชาธิบดี บัวครีแห่งธรรมยุติกนิกาย สำหรับวัดที่คณะทำงานดินทางมาถ่ายทำรายการวีดีทัศน์เพื่อการศึกษาพระพุทธศาสนาในอาเซียนครั้งนี้ คือ วัดราชโบรพ์ กรุงเสียมราฐ ประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่อดีต มีพระมหาพิมลธรรม พินแสมเป็นพระสังฆาธิการและพระราชาคณะปกครองกรุงเสียมราฐ ขนบธรรมเนียมประเพณีด้านพระพุทธศาสนาของชาวกัมพูชาในกรุงเสียมราฐ พระภิกษุสามเณรจะทำวัตรตั้งแต่เวลา 4 นาฬิกา และออกบิณฑบาตรและฉันภัตตาหารเช้าตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกาเป็นต้นไป หลังจากนั้นพระภิกษุสามเณรจะเดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่วิทยาลัยสงฆ์ ส่วนวัฒนธรรมการบรรพชาอุปสมบทจะบวชตามความศรัทธาของแต่ละคนซึ่งแตกต่างจากวัฒนธรรมวิถีพุทธไทยที่ผู้ชายเมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จะบวชและศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ วัดราชโบรพ์ยังเป็นวิทยาลัยศึกษาพระพุทธศาสนาสำหรับพระภิกษุสามเณรในกรุงเสียมราฐและจังหวัดใกล้เคียง ปัจจุบันมีนิสิตพระภิกษุสามเณรประมาณ 300 รูป และหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมของวิทยาสงฆ์แห่งนี้ ประกอบด้วย วิชาสามัญ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิชาพระปริยัติธรรม ได้แก่ พระไตรปิฎก อภิธรรม พุทธประวัติ ภาษาบาลีสันสกฤต โดยนิสิตจะศึกษา 6 ต่อสัปดาห์ #ศูนย์อาเซียนศึกษามจร #สถาบันภาษามจร #วัดราชโบรพ์
บนถนนสู่มัณฑเลย์ เรื่องเล่าจากชาวดิน
แนะนำหนังสือครับ 🙂 หนังสือ บนถนนสู่มัณฑเลย์ เรื่องเล่าจากชาวดิน 🙂 ตอนแรกก็คิดว่าคงเป็นงานเขียนเรื่องสั้นธรรมดาๆ แอดมินกะว่าหยิบมาอ่านเพื่อฆ่าเวลาเรื่อยเปื่อย แต่ที่ไหนได้หนังสือเล่มนี้ช่างมีเสน่ห์และไม่เหมือนเล่มไหนที่เคยอ่านมาจริงๆ หนังสือ บนถนนสู่มัณฑเลย์ เรื่องเล่าจากชาวดินเล่มนี้ เขียนโดยคุณ เมียะ ตัน ติน นักเขียนร่วมสมัยชาวพม่า เป็นงานเขียนประเภทแนวเหมือนจริง ที่เกิดจากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะกับผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพระหว่างการเดินสายบรรยายด้านวรรณกรรมและนำมาถ่ายทอดในรูปของการสัมภาษณ์ที่บอกเล่าถึง ชีวิต ความรัก ความใฝ่ฝัน รอยยิ้ม และน้ำตา ที่ล้วนมีสีสันและลักษณะเฉพาะ ซึ่งผู้เขียนได้นำมาเขียนรวมเข้าด้วยกันเป็นผลงานชิ้นนี้ ทำให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นสภาพชีวิตของชาวพม่าอันเรียบง่ายและไม่ได้ต่างไปจากชีวิตของคนชนชาติอื่นแต่อย่างใดเลย ปล.หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แปลจากภาษาพม่าต้นฉบับนะครับ แต่แปลมาจากฉบับแปลภาษาอังกฤษอีกทอดหนึ่งนะครับ
The world’s second tallest statue is The Laykyun Sekkya Buddha in Khatakan Taung, Monywa
Do you know that the world’s second tallest statue is located in #ASEAN? The Laykyun Sekkya Buddha in Khatakan Taung, Monywa, #Myanmar was built in 2008, scraping as high as 130 metres.
ลำดับกษัตริย์ราชวงศ์เม็งราย
ลำดับกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ของเมืองเชียงใหม่ นำมาจากหนังสือ ประวัติศาสตร์และศิลปะล้านนา ของศาสตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำหริห์กุล ปล.หนังสือเล่มนี้ดีมากอีกเล่มหนึ่ง อ่านสนุก เขียนแล้วเข้าใจง่าย แอดมินอ่านเพลิน วางไม่ลงเลยทีเดียว เพราะอาจารย์สามารถทำให้เรื่องประวัติศาสตร์กลายมาเป็นเรื่องสนุกที่อ่านเพลินได้ # ไทย - พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน
Buddhas underwater in the Ocean
Buddhas underwater in the Ocean Buddha Statues were found under the ocean in Indonesia aged more than 1500 years This is an evidence to tell us that Buddhism was spreading to Indonesia and Buddhist religion was the primary religion in there. This discovery would bring the faith in Buddhism back to the world. The knowledge of truth is the knowledge of truth which always stay with the world. web.facebook.com/InnerDhamma 610214 [...]
60 BEST UNIVERSITIES IN ASEAN 2018
60 BEST UNIVERSITIES IN ASEAN 2018? (QS University Rankings) Credit: Thailand Skylines
พระนั่งใหญ่สุดเมืองมอญ Khat Ya Khat Yu
พระนั่งใหญ่สุดเมืองมอญ Khat Ya Khat Yu
พระพุทธรูปไม้ไผ่ใหญ่และสวยที่สุดของโลก
พระพุทธรูปไม้ไผ่ใหญ่และสวยที่สุดของโลก ประดิษฐานอยู่เมืองสะเทิม
รูปคัมภีร์พระไตรปิฎก-สัญลักษณ์ของเมืองสะเทิมหรือสุธรรมวดี
เมืองสะเทิมหรือสุธรรมวดีในตำนานเคยรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาจนกระทั่งพระเจ้าอนิรุทธ์หรืออโนรธาแห่งพุกามยกทัพมาตี แล้วนำผู้คน และสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาคือพระไตรปิฎก รวมทั้งพระเจ้ามนูหะกษัตริย์แห่งสะเทิมกลับไปพุกามด้วย คนมอญหรือพม่าจึงถือว่า เหตุการณ์นี้เป็นการปรากฏขึ้นของพระพุทธศาสนาที่แพร่หลายในสังคมพม่าเป็นครั้งแรกและเจริญสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ สัญลักษณ์ของเมืองจึงทำเป็นรูปคัมภีร์พระไตรปิฎก ที่มา พาเที่ยวพม่า พม่าพาเที่ยว
ก๊าวกูน Kawgoon เมืองผาอาน ถ้ำที่มีพระดินเผาติดผนังถ้ำที่สวยที่สุดในเมียนมา
ก๊าวกูน #Kawgoon เมืองผาอาน ถ้ำที่มีพระดินเผาติดผนังถ้ำที่สวยที่สุดในเมียนมา 7th A.D
ลาวพลัดถิ่น กว่า 200,000 คน ในดินแดนเมียนมา
19 กรกฎาคม 2017 ลาวพลัดถิ่น กว่า 200,000 คน ในดินแดนเมียนมา !!! ยังคงภาษา วัฒนธรรม ประเพณี กว่า 200 ปี . บทสัมภาษณ์ ลุงปาน ลาวพลัดถิ่น บ้านป่าหวาย รัฐกะเหรี่ยง - Footage . *** นำมาให้ชมเพื่อการศึกษา โพสต์นี้สงวนสิทธิ์ งดแสดงความคิดเห็น พาดพิงบุคคลอื่น บุคคลใด หรือ ประเทศใดๆ นะคะ แอดจะลบ หรือ แบน ตามความเหมาะสม *** แอดโลกสวยค่ะ .. ดราม่าเชิญเล่นช่องอื่น...อ่ะเคร่ . ชาวลาวอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกสยามกวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์ตั้งแต่สงครามต้นสมัยรัตนโกสินทร์ 200 ปีมาแล้ว พวกเขาเหล่านี้ถูกกวาดต้อนมาพร้อมกับพระแก้วมรกต พระบาง เพื่อเป็นแรงงานให้กับสยาม โดยชาวสยามได้ใช้ให้ชาวลาวเหล่านี้ปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงกองทัพสยาม คนเหล่านี้จึงมาที่นี่พร้อมกับการเริ่มต้นของเมืองหลวงแห่งใหม่ . บรรพบุรุษพวกลาวกลุ่มนี้ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานอยู่แถบจังหวัดกาญจนบุรีชายแดนติดพม่า และมะริด ทวาย เมาะตะมะในพม่าซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นเมืองขึ้นของสยาม จำนวนปัจจุบันมีหลายหมื่นคนในพม่าแต่เฉพาะอยู่ในเขตไทย (อำเภอทองผาภูมิ) ประมาณ 10,000 คน พวกเขาพูดภาษาลาว ถือฮีตสิบสองคองสิบสี่เหมือนลาวในลาวและลาวอีสาน . ปัจจุบัน ชาวลาว อาศัยอยู่ในรัฐกะเหรี่ยงและรอยต่อรัฐมอญ มี 12 [...]
ตะจาน ประเพณีสงกรานต์ของพม่า
ตะจาน คล้ายกับประเพณีสงกรานต์ในประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน คือ การเล่นสาดน้ำเพื่อคลายร้อนและเปรียบเหมือนเป็นการลบล้างสิ่งไม่ดีจากปีเก่าเพื่อความเป็นสิริมงคล ในสมัยอดีตจะใช้การเล่นสาดน้ำอย่างเบา ๆ โดยใช้ยอดหว้าอ่อนชุบใส่น้ำปรุงแล้วแตะเบา ๆ บนไหล่ของผู้ที่จะเล่นสาดน้ำด้วย นอกจากการเล่นสนุกสนานแล้ว ยังมีประเพณีบุญ คือ การทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล เช่น การตักบาตร, สรงน้ำพระพุทธรูป, ถือศีลปฏิบัติธรรม, ทำความสะอาดวัดหรือศาสนสถาน, ทำบุญบ้าน, สระผมหรืออาบน้ำทำความสะอาดให้แก่คนชราที่ไร้ญาติ รวมถึงการปล่อยสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก, ปลา หรือสัตว์ใหญ่อย่าง วัวหรือควาย นอกจากนี้แล้วผู้คนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างถิ่น ก็จะเดินทางกลับสู่ถิ่นเกิดเพื่อกราบไหว้ผู้ใหญ่ในครอบครัว เช่น พ่อแม่, ปู่ย่าตายาย, ลุงป้าน้าอา เป็นต้น และเชื่อว่าหากได้สระผมหรือตัดเล็บก่อนไปทำบุญที่วัด จะเป็นการตัดสิ่งไม่ดีในปีเก่าทิ้งไปและรับสิ่งดี ๆ เข้ามา
หนังสือ ประวัติศาสตร์พม่า A History of Burma
หนังสือ #ประวัติศาสตร์พม่า A History of Burma 426 หน้า โดย หม่องทินอ่อง แปล โดย เพ็ชรี สุมิตร ดาวโหลดไฟล์ PDF ได้ทางลิงค์http://www.openbase.in.th/files/tbpj152.pdf ประวัติศาสตร์พม่า A History of Burma บทที่ 1 พม่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทที่ 2 อาณาจักรดั่งเดิม: มอญและปยุ บทที่ 3 อาณาจักรพุกามและจักรวรรดิพม่าครั้งแรก บทที่ 4 ความเสื่อมของอาณาจักรพุกามและการรุกรานของชนชาติมองโกล บทที่ 5 กรุงอังวะเป็นอริกับกรุงพะโค ไทยใหญ่เป็นอริกับมอญ บทที่ 6 จักรวรรดิพม่าครั้งที่ 2 บทที่ 7 ความเสื่อมของอาณาจักรบุเรงนอง บทที่ 8 พระเจ้าอลองพญากับจักรวรรดิพม่าครั้งที่สาม บทที่ 9 พม่าในสมัยก่อนทำสงครามกับอังกฤษ บทที่ 10 อังกฤษบุกรุกพม่า ค.ศ.1824-1852 บทที่ 11 อังกฤษได้พม่า ค.ศ.1885 บทที่ 12 การกู้เอกราช ค.ศ.1886-1948 CR : มูลนิธิโครงการตำราฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 โดย ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ [...]
สระอโนดาต
ไตรภูมิกถา หรือ เตภูมิกถา เป็นวรรณคดีชั้นเยี่ยมทางพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุด สถานที่หนึ่งในนั้นคือ สระอโนดาต สระอโนดาต ตั้งอยู่ศูนย์กลางของป่าหิมพานต์ สายน้ำที่ไหลจากป่าหิมพานต์ ได้ไหลลงมาหล่อเลี้ยงดินแดนชมพูทวีปด้านล่างให้มีความสมบูรณ์ ไม่มีวันเหือดแห้งจนกว่าจะสิ้นมหากัปป์ สระอโนดาตล้อมรอบด้วยภูเขาสูง ๕ เขาโน้มเข้าหากัน คือ สุทัสสนกูฏ จิตรกูฏ กาฬกูฏ คันธมาทนกูฏ และเขาไกรลาส สระอโนดาตนั้นมีท่าน้ำอยู่ ๔ ท่า ตั้งอยู่ในทิศทั้ง ๔ เรียกว่า ท่าสิงห์ (สีหมุข) ท่าช้าง (หัตถีมุข) ท่าม้า (อัสสมุข) และท่าวัว (อุสภมุข) สายน้ำจากสระอโนดาตจะไหลออกจากปากสัตว์มงคลทั้งสี่ทิศ ไหลเวียนขวาทักษิณาวรรต ๓ รอบ แล้วไหลออกจากสระเป็นสายน้ำ ผ่านแดนหิมพานต์ เป็นสี่ทิศลงสู่มหานทีสีทันดร น้ำจากสระอโนดาตที่ไหลออกทางทิศใต้ ไหลออกไปพุ่งกระทบภูเขา ทำให้น้ำพุ่งขึ้นเป็นละอองฝอยในอากาศ เรียกว่า อากาศคงคา ตามไตรภูมิกล่าวว่า น้ำพุ่งกระเด็นขึ้นไปถึง ๖๐ โยชน์ แล้วจึงตกไปบนแผ่นดิน กลายเป็นสระโบกขรณี ไหลผ่านระหว่างภูเขา ๕ ลูก เกิดเป็นปัญจมหานที ได้แก่ คงคา ยมุนา อจิรวดี มหี และสรภู ที่ไหลหล่อเลี้ยงดินแดนทางทิศใต้ให้อุดมสมบูรณ์ Location : Maha Sandar Muni Pagoda Mandalay Coordinate : 21.926846, [...]
สิงหราชบัลลังก์ (องค์จริง) หนึ่งในบัลลังก์ทั้งเก้า
สิงหราชบัลลังก์ (องค์จริง) หนึ่งในบัลลังก์ทั้งเก้า ประกอบด้วย (ชื่อสามัญ) 1.ดอกบัว 2.หงส์ 3.หอยสังข์ 4.กวาง 5.นกยูง 6.ช้าง 7.ผึ้ง 8.สิงห์ ตามประวัติระบุว่าบัลลังก์นี้เคยถูกนำไปอินเดียในปี ค.ศ.1902 ภายหลังพม่าเสียเมืองในปี ค.ศ.1885 สมัยพระเจ้าธีบอ และถูกนำกลับมายังพม่าคราวพม่าได้รับเอกราช เมื่อ ค.ศ.1948 โดยลอร์ดเม้าท์แบตเทน์ #พิพิธภัณฑ์ย่างกุ้ง การสร้างพระราชวังของพม่า มีคติคล้ายๆ ของไทย คือมีการสร้างพระมหาปราสาทเป็นประธาน มีการสถาปนาราชบัลลังก์ที่สำคัญมีการ ตั้งเศวตรฉัตร ฯลฯ แต่ตามคติพม่าดูเหมือนจะจริงจังเรื่องการใช้พระราชวังเป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล . เมืองมัณฑะเลย์เป็นเมืองหลวงสุดท้ายของพม่ายุคราชอาณาจักร สถาปนาขึ้นเพื่อเป็นเสมือนศูนย์ "มณฑล" แห่งชมพูทวีป ที่ใจกลางมณฑลคือ พระราชวังหลวง ที่ใจกลางพระราชวังหลวงคือ ท้องพระโรงใหญ่ทรงปราสาทพระเมรุ ในปราสาทพระเมรุสูงเสียดฟ้ามีศูนย์กลางคือ บัลลังก์ทั้ง 8 และหัวใจของบัลลังก์ทั้ง 8 คือ สีหาสนบัลลังก์ . ในพระราชวังมัณฑะเลย์ มีบัลลังก์งามตระการอยู่ 8 องค์ บ้างก็ว่า มี 9 องค์ ซึ่งก็ถูกต้องทั้งคู่ เพราะมีองค์จำลองของสีหาสนบัลลังก์อีก 1 องค์ บัลลังก์เหล่านี้ มีเบื้องหลังการสร้าง และมีนัยยะที่ซับซ้อนมาก หากบรรยายจนหมดคงได้เป็นหนังสือเล่มเขื่องๆ เล่มหนึ่ง จึงขอตัดทอนมา เฉพาะส่วนสำคัญ เริ่มจากไล่พระนามบัลลังก์ทั้ง 8 ดังนี้ [...]
การเต้นรำในชุดช้าง (ซินก้า) ต้นแบบมาจากเมืองเจ่าท์เซ Kyaukse
การเต้นรำในชุดช้าง (ซินก้า) ต้นแบบมาจากเมืองเจ่าท์เซ Kyaukse จะมีประเพณีประกวดการระบำในช่วงเดือนตุลาคม (หลังออกพรรษา) Lay Myat Nar Pagoda เจดีย์บนยอดเขากลางเมืองเจ่าว์เซ เป็นเวลา 1 วัน 1 คืน แต่ละคณะที่ส่งเข้าประกวด จะต้องเต้นรำให้สอดคล้องกับเพลง และพร้อมเพรียงกัน หุ่นช้างจะทำด้วยโครงไม้ไผ่และผ้ารวมถึงกระดาษสีประดับสวยงาม ใช้ผู้เชิด 2 คน คล้ายๆเต้นสิงโตของจีน เทคนิคลีลาก็อยู่ที่ความชำนาญของผู้เชิดนั้นเอง การเชิดหุ่นช้างจึงนิยมนำมาเรี่ยไรบุญในช่วงงานสำคัญทางศาสนาตามวัดต่างๆในหลายรัฐของเมียนมา . "เพลินพม่า" อย่างที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน The people ,the culture, the food: Let me show you Myanmar!
นัต ผีของชาวพม่า
นัต หมายถึงผีของชาวพม่า เป็นความเชื่อพื้นเมืองที่มีมาก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้ามาในพม่า นัตเป็นผีบรรพบุรุษ ลักษณะกึ่งผีกึ่งเทวดาคล้ายเทพารักษ์ คอยดูแลคุ้มครองสถานที่ที่ตนเมื่อครั้งยังมีชีวิตมีความสัมพันธ์อยู่ โดยอาจจะมีศาลลักษณะคล้ายศาลเพียงตาตั้งบูชาอยู่ในสถานที่นั้น แต่เดิม นัตเป็นเพียงผีหรือวิญญาณทั่วไปที่สิงสถิตย์ตามธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ หรือภูเขา แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่านไป จึงมีความเชื่อว่านัตเริ่มมีตัวตนและเริ่มผูกพันเข้ากับการตายของคน นัตที่เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นี้ยังมีความแตกต่างจากเทพเทวดาตรงที่นัตจะอาศัยอยู่เฉพาะในภพภูมิมนุษย์ มิได้อยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า นัตในสังคมพม่าที่จะกล่าวถึงในบทความนี้เป็นนัตในความหมายของ “วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของผู้ตายร้าย” เป็นภูตผู้เป็นที่พึ่งของปุถุชนทั่วไป นัตที่เป็นภูตผีนี้จะมีฐานะกึ่งเทพกึ่งผี คืออยู่ระหว่างเทพและผี มีระดับสูงกว่าผีทั่วไป แต่มิเทียบเท่าเทวดา นัตจึงไม่ใช่ผีธรรมดาสามัญ หากทว่าเป็นวิญญาณของมนุษย์ผู้ตายจากด้วยภัยอันร้ายแรงผู้คนให้ความเคารพบูชา และมีพิธีเข้าทรงลงผี ด้วยเชื่อว่านัตจะให้ความช่วยเหลือและคุ้มกันภัยในหมู่ผู้ศรัทธากราบไหว้ อีกทั้งเหล่าสาวกของนัตจะต้องนอบน้อมต่อนัตดุจเจ้า ยามพูดคุยกับนัตผ่านร่างทรงก็ต้องกล่าววาจาด้วยภาษาชั้นสูงอย่างพูดกับพระราชา ตลอดจนให้ความยำเกรงต่อศาลซึ่งเป็นที่สถิตของนัต ไม่สวมรองเท้าเข้าศาลนัต และไม่แสดงอาการลบหลู่ นัตจึงเป็นผีที่มีฐานะและบทบาทเท่ากับผีเจ้าพ่อเจ้าแม่ของไทย เพราะสถิตพำนักอยู่บนสรวงสวรรค์ มักไม่ข้องแวะกับกิจบนโลกมนุษย์ การจัดแบ่งเช่นนี้ชี้ชัดได้ทันทีว่าเอ้าก์นัตไม่ใช่เทวาหรือพรหมาบนสวรรค์ชั้นฟ้า หากแต่เป็นผีพื้นถิ่นที่คอยอารักษ์ผู้คนอยู่บนแดนมนุษย์ นัตที่ลือนาม นัตนอกที่คนพม่ารู้จักเป็นอย่างดี คือ 1.มีงมหาคีริ ตลอดจนนัตที่เป็นเครือญาติของนัตตนนี้ ได้แก่ เมีย ๑ น้องสาว ๒ ลูกชาย ๒ และหลานสาว ๑ รวมเป็นนัตวงศ์มีงมหาคีริ มี ๗ ตน มีงมหาคีริเป็นนัตหลวงที่มีกำเนิดแถบเมืองตะกอง ในเขตพม่าตอนเหนือ มีตำนานเล่าสืบย้อนไปถึงสมัยพุกามยุคแรกก่อนรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธา( ค.ศ.๑๐๔๔-๑๐๗๗) ต่อมามีงมหาคีริตนนี้ได้กลายมาเป็นนัตประจำบ้านหรือนัตเรือน คอยดูแลความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินในบ้าน 2.นัตในวงศ์มีงมหาคีริที่รู้จักกันดี ได้แก่ ชเวนะเบ เป็นเมียมีงมหาคีริ ชเวเมียตหน่า เป็นน้องสาวคนโต โตงปั่งหละ เป็นน้องสาวคนเล็ก และชิงแนมิ [...]
วัดอูนาอ่อง
วัดอูนาอ่อง หมู่บ้านกอนัต บริจากสร้างโดยเศรษฐีนามว่าอูนาอ่อง ใน คศ.1886 ถือว่าเป็นวัดราษฎรที่สวยที่สุดในรัฐมอญ
พระนอนวินเส่งต่อว์ยะ พระนอนที่ยาวที่สุดในโลก
พระนอนวินเส่งต่อว์ยะ พระนอนที่ยาวที่สุดในโลก สร้างในปี พศ.2534 ยาว 200 เมตร สูงเท่ากับตึก 5 ชั้น
เหตุใดมอญต้องสร้างโบสถ์กลางน้ำ (อุทกสีมา)
“โบสถ์กลางน้ำหน้าวัดราชาธิวาส (วัดสมอราย)” ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระไตรปิฎก วัดบวรนิเวศวิหาร ภาพประวัติศาสตร์ “ประวัติคณะธรรมยุต” เขียนสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่มา รามัญคดี - MON Studies ผู้เขียน อาโด๊ด เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2561 “เหตุใดมอญต้องสร้างโบสถ์ในน้ำ?” หลายคนตั้งคำถามเมื่อเห็นภาพโบสถ์มอญโบราณตั้งอยู่กลางน้ำ และยิ่งสงสัยมากขึ้นเมื่อทราบว่า ตอนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สถาปนาธรรมยุติกนิกายนั้น นอกจากพระองค์จะได้แบบอย่างวัตรปฏิบัติมาจากพระมอญแล้ว เมื่อทรงบวชแปลงจากมหานิกายเป็นธรรมยุต ก็ทรงสร้างโบสถ์กลางน้ำหน้าวัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) เพื่อให้การบวชแปลงของพระองค์เข้มขลังด้วยเช่นกัน อุทกสีมา สีมาน้ำ วัดเกรณา หมู่บ้านเกรณา แขวงเมืองจย้าจก์แหมะโร่ะฮ์ เมืองมะละแหม่ง รัฐมอญ (ประเทศพม่า) อุทกสีมา สีมาน้ำ หรืออุโบสถกลางน้ำในภาพเป็นของวัดเกรณา หมู่บ้านเกรณา แขวงเมืองจย้าจก์แหมะโร่ะฮ์ เมืองมะละแหม่ง รัฐมอญ (ประเทศพม่า) สร้างตามคติการสร้างอุทกสีมาอย่างเมื่อสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ กษัตริย์มอญแห่งอาณาจักรหงสาวดี (ครองราชย์ พ.ศ. 2013-2035) พระเจ้าธรรมเจดีย์ ได้ส่งทูตไปลังกาเพื่อทำการชำระสมณวงศ์ทั้งด้านพิธีกรรมและวินัยสงฆ์ เมื่อกลับมาแล้วก็ได้ทำการบวชแปลงพระสงฆ์ในเมืองมอญทั้งหมดเสียใหม่ จำลองแบบสีมาน้ำจากลังกา (เพื่อความบริสุทธิ์สะอาด) มาสร้างขึ้นในกรุงหงสาวดี โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สีมากัลยาณีใกล้เมืองหงสาวดี ใช้เป็นสถานที่สำหรับอุปสมบท รวมทั้งนิมนต์พระสงฆ์จากประเทศใกล้เคียงให้เข้ามาทำการบวชอีกครั้งหนึ่งทีสีมากัลยาณีแห่งนี้ ทำให้พิธีการบวชในประเทศใกล้เคียงที่นับถือพุทธศาสนาเป็นลักษณะเดียวกัน เรื่องราวเกี่ยวกับการชำระสมณวงศ์ดังกล่าวนี้ พระเจ้าธรรมเจดีย์โปรดฯให้จารึกลงบนศิลา 10 หลัก เรียกว่า “จารึกกัลยาณี” ซึ่งเมืองไทยก็ได้ใช้จารึกนี้เองในการสืบสวนจดบันทึกว่าด้วยประวัติพุทธศาสนาในส่วนของไทย [...]
จังหวัดเชียงตุง ในรัฐฉาน อดีด มีทางเข้าเมืองอยู่ 12 ประตูเมือง
จังหวัดเชียงตุง ในรัฐฉาน อดีด มีทางเข้าเมืองอยู่ 12 ประตูเมืองได้แก่ 1. ประตูป่าแดง 2. ประตูเชียงลาน 3. ประตูง่ามฟ้า 4. ประตูหนองผา 5. ประตูแจ่งเมือง 6. ประตูยางคำ 7. ประตูหนองเหล็ก 8. ประตูน้ำบ่ออ้อย 9. ประตูยาง 10. ประตูไก่ให้ม่าน 11. ประตูผายั้ง 12. ประตูป่าม่าน ** แต่ในปัจจุบันเหลือเพียง 2 ประตู คือ ประตูป่าแดง และประตูหนองผา ที่มา Tai Community Online
เส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังจากที่ทัพพระเจ้าตากหักเอาเมืองจันทบูร (จันทบุรี) ลงได้แล้ว ก็ยังจัดทัพไปยังเมืองตราดด้วย ก่อนจะย้อนกลับมาตั้งหลักอยู่ที่เมืองจันทบูร เพื่อต่อเรือรบ เป้าหมายต่อไปคือ เมืองธนบุรี ที่มารูปภาพและเนื้อหา หนังสือ พระเจ้าตากเบื้องต้น # ไทย - พม่า : เพราะแผ่นดินเราติดกัน
พระเกล็ดพญานาควัดยางกวง
พระเกล็ดพญานาควัดยางกวง.ว่ากันว่าพระองค์นี้มีเทวดาคอยรักษา.ศักดิ์สิทธิ์นัก.ขอพรสิ่งใดก็ได้สมดังใจปราถนา ....ตำนานสร้างวัด.สมัยก่อนเชียงตุงมีผีเปรตออกอาละวาด.ทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว.จนเป็นไข้.เจ็บป่วยล้มตายกันเป็นอันมาก.เมื่อชาววัดชาวเมือง.นิมนต์พระมาสวดทำพิธีไล่ผี.แต่จะทำเท่าไหร่ก็ไม่เคยสำเร็จ.วันหนึ่งมีพระธุดงค์มาจากเชียงใหม่.ระหว่างทางท่านได้ยินเสียงเด็กเลี้ยงควายท่องบทสวดมนต์.ท่องไปเหมือนบ่นผิดๆถูกๆ.สวดก็ซ้ำคำ.ออกเสียงก็เพี้ยนทำให้บทสวดไร้ซึ่งพุทธานุภาพ.ท่านจึงเมตตาแก้ไขให้ถูกต้องและเมื่อเด็กเล่าเรื่องเปรตให้ฟังท่านยังช่วยอนุเคราะห์.ทำพิธีจนปราบผีเปรตได้สำเร็จ ....ต่อมาพระยาผายู(พ.ศ.1879-1898)แห่งเมืองเชียงใหม่ทรงทราบเรื่องเข้า.จึงได้นิมนต์พระเถระรูปเดิมขึ้นไปเชียงตุงอีกครั้งหนึ่ง.เพื่อเผยแผ่พุทธศาสนาสายสวนดอกนครพิงค์.เมื่อท่านได้จำพรรษาที่นั่นจึงได้สร้างวัดยางกวงขึ้นมา.โดยภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูป.จีวรประดับด้วยแก้วหลากสีมองดูคล้ายเกล็ดพญานาค.ชาวเชียงตุงจึงเรียกว่า พระเกล็ดนาค ...ตำนานของพระพุทธรูป.เล่ากันว่ามีพญานาคอาศัยอยู่ในหนองตุงตนหนึ่ง.มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมาก.จึงได้เลื้อยขึ้นมาในเวลากลางคืนเพื่อสักการะพระพุทธรูปเป็นประจำ.ทุกครั้งที่มาก็จะเอากายเลื้อยพันพระพุทธรูปนี้ไว้.นานวันเข้าผิวองค์พระจึงมีรอยเกล็ดนาค.ต่อมาชาววัดชาวบ้านได้สังเกตเห็นรอยดังกล่าว.จึงชวนกันนำแก้วหลากสีมาประดับให้สวยงามเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง.กลายมาเป็นพระเกล็คนาคแห่งวัดยางกวง.ถึงปัจจุบันนี้ ที่มา เชียงตุงอยู่ดีกินหวาน
วัดอินเชียงตุง ในอดีต ศิลปะแบบวัดไทเขิน(ไตขืน) เมื่อ 60 ปีที่แล้ว
วัดอินเชียงตุง ในอดีต ศิลปะแบบวัดไทเขิน(ไตขืน) เมื่อ 60 ปีที่แล้ว
Join Over 500,000 Students Enjoying Avada Education Now
Become Part of Avada University to Further Your Career.